วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

การปลูกพริก
พริกจัดว่าเป็นพืชผักที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจพืชหนึ่งของประเทศไทย  เพราะในชีวิตประจำวันของคนไทย  สามารถจะกล่าวได้ว่าทุกครอบครัว  ทุกคนจะต้องใช้พริกในการประกอบอาหารนอกจากนั้นยังนำไปเข้าโรงงานอุตสาหกรรมได้  คือ  ซอสพริก  และยังนำไปประกอบอาหารให้มีรสเผ็ดซึ่งคนไทยจะขาดเสียมิได้

                การปลูกพริกในประเทศไทยสามารถปลูกได้ตลอดปี  ถ้ามีน้ำอุดมสมบูรณ์  หรือปลูกในฤดูฝนก็ได้  พริกสามารถปลูกได้ทุกภาคทุกจังหวัด  ทั้งนี้เนื่องจากพริกมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกาและมีการแพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ  ของโลก  จังหวัดที่ปลูกพริกกันเป็นพื้นที่มาก  ได้แก่  กาญจนบุรี,  ประจวบฯ,  เพชรบุรี,  สมุทรสาคร,  สุโขทัย,  สุพรรณบุรี,  เชียงราย,  น่าน,  ลำปาง,  เชียงใหม่  ฯลฯ  พริกที่ปลูกกันได้แก่  พริกบางช้าง,  พริกสันป่าตอง,  พริกชี้ฟ้า,  พริกขี้หนูเม็ดใหญ่  เป็นต้น

การปลูก
                การปลูกพริก  อาจเลือกปฏิบัติได้  3  วิธี  ตามความเหมาะสม  คือ 
                1.  โดยวิธีการใช้เมล็ดพริกหยอดเมล็ดโดยตรงในหลุม  หลุมละ  3-5  เมล็ด  เมล็ดพริกหวานเปอร์เซ็นต์ความงอก  80% ใช้เมล็ด  60-90  กรัม/ไร่  นิยมปฎิบัติในแปลงปลูกขนาดใหญ่  และไม่มีแรงงานเพียงพอในการย้ายต้นกล้า  จุดอ่อนของการปลูกโดยวิธีนี้คือ  ต้นพริกอ่อนแอ  อาจจะถูกมดและแมลงอื่น ๆ  กัดกินใบ  ทำให้สิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์  และเสียเวลาในการปลูกซ่อม

                2.  เพาะเมล็ดพริกให้งอกแล้วนำไปปลูกในหลุม  กลบด้วยดินบาง ๆ  วิธีเพาะคือ  นำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำ  แล้วเอาผ้าชุบน้ำหมาด ๆ  ห่อ  ทิ้งไว้ประมาณ  2  วัน  เมล็ดจะงอกแล้วนำไปปลูก

                3.  เพาะเมล็ดในแปลงเพาะก่อน  แปลงเพาะกล้าควรใส่ปุ๋ย  15-15-15  ปริมาณ  100  กรัมต่อตารางเมตร  คลุกดินลึกประมาณ  5-8  นิ้ว  ควรใช้ฟูราดานในการเพาะด้วยเมื่อหว่านเมล็ดแล้วประมาณ  10  วัน  เมล็ดเริ่มงอก  ถ้ามีต้นหนาแน่น  ให้ถอนแยกหลังจากที่ใบจริงคลี่เต็มที่แล้ว        2-3  วัน  เมื่อกล้าอายุได้  18  วัน  รดด้วยปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟตละลายน้ำ  อัตราส่วน  1  กรัมต่อน้ำ  200  ซีซี.  แล้วรดน้ำตามทันที  การเพาะโดยวิธีเพาะโดยเมล็ดธรรมดาที่ยังไม่งอกวิธีนี้ควรคลุกยาป้องกันกำจัดเชื้อราที่อาจติดมากับเมล็ดก่อนนำเมล็ดไปเพาะได้แก่  ออไธไซด์  และในแปลงเพาะควรจะรดด้วยไดโฟลาแทน  80  หรือไดเทน  เอ็ม  45  เพื่อป้องกันโรคเน่า
                เมื่อกล้าสูงประมาณ  6  นิ้ว  จึงพร้อมจะย้ายปลูกได้ รวมอายุกล้าในแปลงเพาะสำหรับการเพาะโดยเมล็ดที่งอกแล้วประมาณ  30  วัน  และเพาะโดยเมล็ดธรรมดาประมาณ  40  วัน
                ในบางแห่งปลูกโดยการย้ายกล้า  2  ครั้ง  ทั้งนี้เพื่อให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรง  ทนทานและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้น  โดยทำการย้ายกล้าครั้งที่  1  เมื่อกล้าโตมีใบจริง  2  ใบ  ย้ายชำในถุงพลาสติกหรือในแปลงใหม่ให้มีระยะห่าง  10-15  ซม.  ในการย้ายกล้านี้ต้องทำอย่างระมัดระวัง  พยายามให้รากติดต้นมากที่สุดก่อนย้ายปลูกในแปลงใหม่  ควรจะรดน้ำแปลงเพาะให้ชุ่ม  ทิ้งไว้      1  ชม.  แล้วใช้ไม้หรือปลายมีดพรวนดินให้ร่วน   ค่อย ๆ ถอนต้นกล้า  อายุในการชำในแปลงใหม่  15-20  วัน  หรือสูงประมาณ  6  นิ้ว  จึงย้ายปลูกได้  เพื่อให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรง  ทนทานต่อสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม  ทำได้โดยการฉีดพ่นสารละลายของน้ำตาลเข้มขน  10%  คือใช้น้ำตาลทราย  10  ส่วน  เติมน้ำลงไปอีก  90  ส่วน  ฉีดทุก ๆ  3  วัน  เป็นเวลา  2  อาทิตย์ก่อนย้ายปลูก  ก่อนทำการฉีดสารละลายน้ำตาลทรายนี้ต้องทำให้ใบพริกเปียกน้ำให้ทั่ว  เพื่อให้ใบดูดซึมน้ำตาลได้เป็นปริมาณสูง
การเตรียมดิน
                ทำการย้ายปลูก  เมื่อกล้าสูงประมาณ  6  นิ้ว  เตรียมดินแปลงปลูก  โดยไถดะตากดินทิ้งไว้ประมาณ  5-7  วัน  ไถพรวน  1  ครั้ง  หลังจากนั้นใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักให้ทั่วแปลงในอัตรา         3-4  ตัน/ไร่  ใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์  สูตร  15-15-15  อัตรา  50  กก./ไร่  หว่านให้ทั่วพื้นที่ปลูก  แล้วพรวนกลบเข้ากับดินแล้วจึงเตรียมแปลงปลูกการเตรียมแปลงปลูก  สามารถทำได้หลายแบบ  แล้วแต่สภาพของพื้นที่ปลูกดังนี้คือ
                1.  ปลูกแบบไม่ยกแปลง  เหมาะสำหรับพื้นที่ ๆ  มีการระบายน้ำดี  ปรับระดับได้สม่ำเสมอ  การปลูกแบบนี้อาจปลูกเป็นแถวเดียว  ใช้ระยะห่างระหว่างแถว  60-70  ซม.  ระหว่างต้น  50  ซม.  หรือปลูกเป็นแถวคู่  ระยะระหว่างแถวคู่  1  เมตร  ระหว่างแถว  50  ซม.  ระหว่างต้น  50  ซม.
                2.  ปลูกแบบยกแปลง  เหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง  ระบายน้ำดอกได้ยาก  ขนาดแปลงกว้าง  1.50  เมตร  ร่องน้ำกว้าง  50  ซม.  ลึก  50  ซม.  ปลูก  2  แถว  บนแปลง  โดยมีระยะห่างแถว  0.75-1.00  เมตร  ระหว่างต้น  50  ซม.  หรือปลูกเป็นแถวคู่  1  เมตร  ระหว่างแถว  50  ซม.  ระหว่างต้น  50  ซม.

การปฎิบัติบำรุงรักษา
                พริกเป็นพืชที่ทนแล้งดีกว่าทนน้ำ  แต่ในระยะที่พริกเริ่มออกดอก  พริกจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ  พบว่า  การให้น้ำที่ไม่เพียงพอ  และอากาศแห้งแล้งจะทำให้ดอกอ่อน  ดอกบาน  และผลอ่อนที่เพิ่งติดร่วงได้  ในสภาพที่อากาศค่อนข้างเย็น  อุณหภูมิประมาณ  10-15  ซํ.   จะทำให้พริกเจริญเติบโตไม่ค่อยดี  มีการติดดอกต่ำ  และดอกร่วงในที่สุด  การให้น้ำควรจะลดลง  หรืองดในช่วงที่เริ่มทำการเก็บผลพริก  ทั้งนี้เพราะถ้าให้น้ำพริกมากไป  จะทำให้ผลมีสีไม่สวย

                1.  การให้น้ำ   หลังจากปลูกสร้าง  ควรให้น้ำดังนี้
                     -  ช่วง  3  วันแรก  ให้น้ำวันละ  2  ครั้ง  เช้า เย็น
                     -  ช่วง  4  วันต่อมา  ให้น้ำวันละครั้ง
                     -  ช่วงสัปดาห์ที่  2  ถึงสัปดาห์ที่  4  ให้น้ำสัปดาห์ละ  3  ครั้ง
                     -  ช่วงสัปดาห์ที่  5  ถึงสัปดาห์ที่  7  ให้น้ำสัปดาห์ละ  2  ครั้ง
     -  ช่วงสัปดาห์ที่  7  ไปแล้วให้น้ำสัปดาห์ละ  1  ครั้ง  ทั้งนี้  การให้น้ำแก่พริกควรให้ตาม สภาพพื้นที่  และดูความชุ่มชื้นของดินประกอบด้วย

2. การใส่ปุ๋ย  การให้ปุ๋ยพริกขึ้นอยู่กับชนิดและคุณภาพของดินปลูกโดยทั่วไป  ปุ๋ยคอก  อัตรา  3-4  ตันต่อไร่  ผสมกับปุ๋ยวิทยาศาสตร์  15-15-15    อัตรา  50  กก.ต่อไร่  รองพื้นก่อนย้ายปลูกและหลังย้ายปลูกแล้ว  1  เดือน  จึงใส่ปุ๋ยสูตร  15-15-15  ในอัตรา  50  กก.ต่อไร่  อีกครั้งหนึ่ง  วิธีใส่โดยโรยกึ่งกลางระหว่างแถวปลูกแล้วพรวนกลบ  ในระยะนี้เป็นระยะที่พริกเริ่มจะมีตาดอก  (แต่ยังไม่ออกดอก)  มีความต้องการธาตุอาหารเสริมบ้าง  ดังนั้นหลังจากใส่ปุ๋ยแล้ว  1-2  อาทิตย์  ควรฉีดปุ๋ยน้ำ  เช่น  ไบโฟลาน  ให้ทางใบ  ซึ่งพริกจะนำไปใช้ได้เร็วขึ้น  ปุ๋ยน้ำที่ฉีดให้ทางใบนี้ควรให้ทุกครั้งหลังจากเก็บเกี่ยว  โดยฉีดผสมไปกับยาป้องกันกำจัดศัตรูพืช

3. การพรวนดิน   เนื่องจากพริกจะแพร่รากกระจายอยู่ใกล้ผิวดิน  จึงต้องระวังอย่าให้รากกระทบกระเทือน  เพราะจะชงักการเจริญเติบโต  จะทำให้ต้นพริกโค่นล้มง่าย  การให้ปุ๋ยควรขุดหลุมตามบริเวณกว้างของใบพริกที่แผ่ไปถึง  อย่าใส่ชิดโคนต้น

4.  การเก็บเกี่ยว   พริกจะเริ่มให้ผลผลิตหลังจากย้ายปลูกแล้ว  2  เดือนครึ่ง  ถึง  3  เดือน  ในระยะแรกผลผลิตจะได้น้อยและจะค่อย ๆ  เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ  เก็บเกี่ยวอาทิตย์ละ  1  ครั้งผลผลิตจะเริ่มลดลงเมื่อพริกเริ่มแก่  เมื่อพริกอายุได้  6-7  เดือน  หลังย้ายปลูกต้นจะเริ่มโทรมและหยุดให้ผลผลิต  แต่ถ้ามีการดูแลบำรุงรักษาดีพริกจะมีอายุถึง  1  ปี

5.  การเก็บรักษา  ผลพริกเมื่อแก่จัด  จะยังคงทิ้งให้อยู่กับต้นได้อีกชั่วระยะหนึ่ง  โดยไม่เสื่อมคุณภาพแต่ประการใด  การเก็บรักษาพริกให้คงสภาพสดอยู่ได้  ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ  พบว่าอุณหภูมิ  0  ซํ.  ความขึ้น  95-89%  จะเก็บพริกให้คงความสดอยู่ได้นานถึง  40  วัน  โดยมีผลเหี่ยวย่นเพียง  4%  ซึ่งนับว่า  ต่ำมาก  เมื่อเทียบกับการเก็บพืชผักหลายชนิด  และอุณหภูมิ  8-10  ซํ.  ความชื้น  85-90%  จะเก็บพริกสดไว้ได้นาน  8-10  วัน

6.  การทำพริกตามแห้ง   พริกที่จะนำมาตากแห้งต้องเก็บผลแก่จัด  มีสีแดง  ถ้าเก็บมาแล้วมีบางผลที่ยังไม่แก่ควรนำมาสุ่มไว้ในเข่งประมาณ  2  ค้น  เพื่อบ่มให้ผลสุกแดง  แล้วจึงนำออกตากแดดให้แห้งสนิท  ควรเลือกผลที่เน่าออกทิ้งอยู่เสมอ   ข้อควรระวังบอย่าให้พริกที่ต้องการทำพริกแห้งถูกฝน  จะทำให้เกิดโรครา  ราคาตกได้กสิกรบางแห่งนิยมย่างไฟ  โดยการย่างพริกไว้บนแผงหรือตะแกรงแล้วสุมไฟข้างล่าง  คอยหมานกลับพริกให้แห้งทั่วกัน  จะทำให้พริกแห้งเร็วขึ้น  เก็บไว้ได้นานไม่เสียง่าย

การเก็บพริกไว้ทำพันธุ์
                ควรเลือกผลจากต้นที่แข็งแรงและดก ลักษณะผลโตได้ขนาด  รูปร่างดี  ตรง  ยาวไม่หงิกงอ  ผิดรูปทรง  มีลักษณะตรงตามพันธุ์  และไม่เป็นโรค  ควรเลือกผลสำหรับเก็บไว้ทำพันธุ์  จากการเก็บรุ่นที่  3  ทั้งนี้เพราะมีจำนวนเมล็ดมาก  และขนาดของเมล็ดใหญ่สมบูรณ์  เก็บรักษาผลที่เหลือได้ไว้คาต้นจนสุกเต็มที่  จากนั้นนำมาเก็บบ่อไว้ในภาชนะ  เช่น  กระบุง  ประมาณ  2  คืน  จนเนื้อนุ่มแล้ว  ใช้มีดกรีดให้ผลแตก  เคาะเมล็ดออกล้างน้ำสะอาด  แล้วนำไปเกลี่ยบนตะแกรงหรือกระด้ง  ตากแดดให้แห้งสนิทใส่ถุงพลาสติกหรือขวดสะอาด  ปิดผาให้แน่น เก็บไว้ในที่มีอากาศแห้ง  และเย็นอย่าไว้ใกล้เตาไฟ  หรืออยู่ในที่แดดส่องอยู่
โรคพริก  และการป้องกันกำจัด

ชื่อโรค     โรคกล้าเน่าตาย

อาการ       อาการทั่วไปที่เห็นคือต้นกล้าเหี่ยวแห้งตาย

การป้องกัน   
 1. คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อรา  หลังจากล้างเมล็ดพันธุ์แล้วควรจะคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อรา  เช่น  ไดเทน  เอ็ม  45  ชนิดสีแดง  เพื่อป้องกันเชื้อราในดินเข้าทำอันตรายเมล็ดในขณะที่มีการงอก
2.  เมื่อต้นกล้างอกขึ้นมาเหนือพื้นดินแล้ว  ต้องรีบฉีดยาป้องกันทันทีและจะต้องฉีดพ่นยาทุก  5-7  วันต่อครั้ง  ยาที่ใช้ฉีดพ่นก็เป็นจำพวกยาป้องกันกำจัดเชื้อราทั่ว ๆ  ไป  ที่ใช้ฉีดพ่นบนใบ  เช่น  ชิงโคโฟล,  ไดเทนเอ็ม  45  ฯลฯ  นอกจากนี้ควรฉีดพ่นยาลงไปบนผิวดินด้วยยาที่ใช้ฉีดพ่นไม่ควรใช้ยาที่เป็นสารประกอบพวกทองแดง

 

ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ

ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
     ในระบบนิเวศหนึ่งประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายแตกต่างกันมากมาย โดยสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างซับซ้อนและอาจก่อให้เกิดผลกระทบระหว่างกันได้ ซึ่งสามารถจำแนกผลกระทบที่เกิดจากความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตได้ 3 ลักษณะ คือ ความสัมพันธ์แบบได้รับประโยชน์ (+) ความสัมพันธ์แบบเสียประโยชน์ (-) และความสัมพันธ์แบบไม่ได้รับและไม่เสียประโยชน์ (0)
    
ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่อยู่ร่วมกันในระบบนิเวศจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยสามารถจำแนกได้เป็นรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้
     1. 
ภาวะเป็นกลาง (neutralism; 0/0)
          เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกันแต่อาศัยในระบบนิเวศเดียวกัน จึงไม่มีสิ่งมีชีวิตฝ่ายใดที่ได้รับหรือเสียประโยชน์ ตัวอย่างเช่น ไส้เดือนกับเสือ ผีเสื้อกับลิง มดกับผึ้ง เป็นต้น
     2. 
ภาวะการล่าเหยื่อ (predation;+/-)
          เป็นความสัมพันธ์ที่มีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว เรียกสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์ว่าผู้ล่า (predator) และเรียกสิ่งมีชีวิตอีกชนิดที่เป็นผู้เสียประโยชน์ว่า ผู้ถูกล่า หรือ เหยื่อ (prey) โดยความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตแบบล่าเหยื่อนี้ ส่วนใหญ่ผู้ล่าจะกินผู้ถูกล่กเป็นอาหารเพื่อการดำรงชีวิต ตัวอย่างเช่น นกกินแมลง ปลาฉลามกันแมวน้ำ และเสือกินกวาง เป็นต้น
     3. 
ภาวะการแข่งขัน (coompetition; -/-)
          เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน อาจเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกันโดยสิ่งมีชีวิตทั้งสองมีความต้องการใช้ปัจจัยในการดำรงชีวิตที่เหมือนกัน ดังนั้นหากระบบนิเวศอยู่ในสภาวะที่ขาดแคลนปัจจัยในการดำรงชีวิตนั้น สิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดก็ต้องแก่งแย่งหรือแข่งขันกัน ซึ่งในการแข่งขันก็จะทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งคู่เสียประโยชน์จากการแข่งขัน และหากเป็นการแข่งขันของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ก็จะก่อให้เกิดผลเสียจากการแข่งขันมากกว่าการแข่งขันระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน ตัวอย่างเช่น การแย่งตำแหน่งจ่าฝูงของหมาป่า การแย่งกันล่าเหยื่อของสุนัขจิ้งจอกกับเสือ เป็นต้น
     4. 
ภาวะการได้รับประโยชน์ร่วมกัน (protocooperation; +/+)
          เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกัน โดยสิ่งมีชีวิตทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ทั้งคู่ อาจเป็นการอยู่ร่วมกันตลอดเวลาหรืออยู่ร่วมกันเพียงชั่วขณะหนึ่งก็ได้ และเมื่อสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดแยกจากกัน ก็จะยังสามารถดำรงชีพได้ตามปกติ ตัวอย่างเช่น นกเอี้ยงบนหลังควาย ซึ่งนกเอี้ยงจะอาศัยกินแมลงบนผิวหนังควายหรือแมลงที่บินขึ้นมาขณะที่ควายเหยี่ยบย่ำพื้นดินเพื่อหาอาหาร ส่วนควายจะได้รับประโยชน์จากการลดความรำคาญจากแมลงที่อยู่ตามร่างกาย หรือความสัมพันธ์ระหว่างปลาการ์ตูนจะอาศัยอยู่ตามดอกไม้ทะเลเพื่อเป็นที่หลบภัยจากผู้ล่า ขณะที่ปลาการ์ตูนก็จะคอยปกป้องดอกไม้ทะเลจากปลาบางชนิดที่กินดอกไม้ทะเลเป็นอาหาร
     5. 
ภาวะพึ่งพากัน (mutualism; +/+)
          เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันโดยที่สิ่งมีชีวิตทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ทั้งคู่ การอยู่ร่วมกันลักษณะนี้สิ่งมีชีวิตทั้งคู่ต้องอยู่ร่วมกันตลอดไป ไม่สามารถแยกจากกันได้ ตัวอย่างเช่น ไลเคน (lichen) ซึ่งเป็นภาวะการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยระหว่างรากับสาหร่าย พบได้ตามบริเวณก้อนหินหรือเปลือกไม้ที่มีความชื้น โดยสาหร่ายจะอาศัยเส้นใยของราช่วยยึดเกาะ พรางแสง และอุ้มน้ำให้เกิดความชื้น ในขณะที่ราจะอาศัยอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงของสาหร่ายเพื่อการดำรงชีวิต
     6. 
ภาวะอิงอาศัย (commensalism; +/0)
          เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันโดยมีฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว ส่วนอีกฝ่ายจะไม่ได้และไม่เสียประโยชน์ตัวอย่างเช่น ปลาฉลามกับเหาฉลาม โดยเหาฉลามเป็นปลาที่มีอวัยวะยึดเกาะกับตัวปลาฉลาม แต่ไม่ทำอันตรายแก่ปลาฉลาม และเหาฉลามจะได้รับประโยชน์ด้วยการกินเศษอาหารที่หลงเหลือจากปลาฉลาม
     7. 
ภาวะปรสิต (paratism; +/-)
         
 เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตสองชนิดที่มีขนาดแตกต่างกัน โดยสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กว่า เรียกว่า ผู้ถูกอาศัยหรือเจ้าบ้าน (host) จะเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดที่ขนาดเล็กกว่า เรียกว่า ผู้อาศัย หรือ ปรสิต (parasite) โดยฝ่ายเจ้าบ้านจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์จากการถูกแย่งอาหาร หรือถูกใช้ส่วนหนึ่งของร่างกายเป็นอาหารของปรสิต ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยในเจ้าบ้านได้
         
ภาวะปรสิตสามารถแบ่งได้เป็นสองลักษณะ คือ ภาวะปรสิตภายใน (endo-parasite) และภาวปรสิตภายนอก (ecto-parasite) ปรสิตทั้งสองลักษณะจะมีความแตกต่างกันที่ลักษณะการอยู่อาศับนตัวเจ้าบ้าน โดยปรสิตภายในจะอาศัยอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาของเจ้าบ้าน ได้แก่ พยาธิชนิดต่าง ๆ ในร่างกายของสัตว์ เป็นต้น ส่วนปรสิตภายนอกจะอาศัยอยู่ตามผิวหนังของเจ้าบ้าน เช่น เห็บ เหา หมัด เป็นต้น
         
นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่อยู่ระบบนิเวศเดียวกัน ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่อยู่คนละระบบนิเวศด้วย เช่น ปลาที่เป็นผู้ล่าในระบบนิเวศผิวน้ำ อาจกลายเป็นผู้ถูกล่าโดยนกกินปลาที่อยู่ในระบบนิเวศชายฝั่ง เป็นต้น ความเชื่อมโยงระหว่างระบบนี้อาจเกิดขึ้นในลักษณะที่คล้ายคลึงกับห่วงโซ่หรือสายใยอาหาร
         
นอกจากนี้สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งอาจมีความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อีกหลายชนิดได้ ดังนั้นเมื่อสิ่งมีชีวิตก็ย่อมจะส่งผลกระทบถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อีกหลายชนิดได้ เช่น เมื่อสาหร่ายหรือแพลงค์ตอนพืชที่อยู่ตามผิวน้ำมีการเจริญเติบโตมากขึ้น จะทำให้เกิดการบดบังแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านลงสู่ใต้ผิวน้ำ พืชใต้น้ำจึงไม่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้และตายไปในที่สุด ซึ่งก็จะส่งผลกระทบถึงสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่บริโภคพืชใต้น้ำเป็นอาหารได้
         
ดังนั้นหากเราวาดแผงผังความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในธรรมชาติแล้ว จะพบว่าสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ในธรรมชาติ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเป็นร่างแหที่ซับซ้อนอย่างมาก เป็นลักษณะของความสัมพันธ์แบบไม่จบสิ้น และไม่ได้ถูกจำกัดไว้เพียงแค่ในระบบนิเวศเดียวเท่านั้น

นิทานพื้นบ้าน


ผีไฮ ผีนา ผีตาแฮก

ผีไฮ ผีนา ผีตาแฮก พี่น้องบ้านมหา ว่ามีอีหลีบ่ อั่นนี่บ่แมนนิทาน บ่แมนตำนาน ที่เล่าต่อกันมา แต่เป็นเรื่องจริง พี่น้อง เกิดขึ้นในยุค ไอที่(แปลว่าหยังบุ) เฮานีหละ เอื้อยเพิ่นเว่าให้ฟังว่า
มีพวกนายทุน มาหาขุดสระฟรี เพิ่นได้ดิน เฮาได้สระน้ำ เสียค่าน้ำมันให้เพิ่นเนาะ เอื้อยเพิ่นเลือกขุดตีนไฮ กักน้ำเอาไว้ถ่าปลูกผักขายหลังเฮ็ดนาแล้ว ยามเว็นแม็คโครกะจกดินใส่ สิบล้อไว้ ยามคืนเพิ่นกะนอนเฝ้ารถอยู่กับไฮนั่นหละ

พอเพิ่นนอนหลับกะมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้า เพิ่นกดรับ บ่มีคนเว่า แต่ได้ยินคือเสียงคนโสเหล่กันยุไกล ๆแต่ฟังบ่ได้ศัพย์ดอก เบิ่งเบอร์ที่โทรเข้ามา กะเป็นเลขหลาย ๆ โต แรกเพิ่นกะบ่สนใจ บัดนี้โทรถี่เข้า ๆ จนเพิ่นนอนบ่ได้ กะเลยลุกขึ้นมาดังไฟ นั่งเว่ากันจนซอดแจ้ง
ยามเช้า เอื้อยออกไปนา นายทุนเพิ่นว่าคือสิขุดต่อบ่ได้ดอกน้า เจ้าที่เพิ่นแฮง เอื้อยกะเลยได้สาบ่ลึกปานได๋

ถัดมาอีกมื้อ รถสิบล้อที่ขนดินไป ถืกขับแต่งแค่ง ๆ เอาดินมาคืน เพิ่นว่า มื้อคืนมีผู้เฒ่าพ่อชาย ไปบอกว่า "สูเอาขอนกูไปเฮ็ดหยัง เอาขอนกูคืนมา " เพิ่นกะบ่ฮู้ดอกว่า ขอนอีหยัง บัดด้ำดินลงแล้วจั่งฮู้ว่าว่ามีขอนไม้ติดไปนำ เพิ่นว่าตั้งแต่เฮ็ดมาบ่เคยพ่อแบบนี้จักเทีย หัวกะพ่อนี่หละ

บัดนี้ข่อยกะเลยถามเอื้อยว่า
"แล่วขอนไม้เอาไว้ไสหละ"

"เอาลงสาคือเก่าแล้ว"
"โอ้ย ! เสียดายเนาะ"
"เสียดายหยัง"
"อยากทาแป้งเบิ่งจักน่อยน้า"












ปาตาจาลา
เศรษฐีตระกูลหนึ่ง มีอยู่ 4 คน คือ พ่อ แม่ ลูกสาวชื่อ ปาตาจาลา ส่วนคนที่ 4 เป็นคนใช้ลูกสาว ชื่อจูละ และเหล่าไพร่พลบ่าว จูละนั้นเป็นคนใช้อยู่ที่นั่นตั้งแต่ปาตาจาลาเป็นเด็กแล้ว ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกัน พ่อกับแม่ปรึกษากันว่าจะให้ ปาตาจาลา แต่งงาน แต่ความเป็นจริงปาตาจาลานั้นได้มีความรักกับจูละมานานแล้ว (อ้าว! จูละเป็นผู้ชายหรอกเหรอ) นางไม่กล้าบอกพ่อแม่
นานวันเข้า พ่อกับแม่ก็ยิ่งรบเร้าให้นางมีครอบครัวบ่อยขึ้น นางปาตาจาจึงปรึกษากับจูละ จูละบอกให้ปาตาจาลาไปแต่งงานกับคนอื่นที่เหมาะสมกว่าเถอะ แต่นางปาตาจาลาก็ยังครองความสาวเรื่อยมา


ต่อมามีเศรษฐีอีกตระกูลหนึ่ง มาทาบทามนางปาตาจาลาเป็นเมีย พ่อแม่เลยมาบอกปาตาจาลา นางปาตาจาลาก็ไม่ยองปลงใจ พ่อแม่วิงวินอย่างไรก็ไม่ยอมท่าเดียว เลยเกิดการเฆี่ยนตีบังคับกันขึ้น นางถูกมัดมือมัดเท้าโบยให้ยอมแต่งงาน แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่ยอมท่าเดียว

จูละรู้ความยิ่งต้องบอกให้นางไปแต่งกับคนที่เหมาะสมเถิด แต่นางก็ไม่ยอมท่าเดียว จูละเห็นนางปาตาจาลาเป็นหญิงที่ซื่อสัตย์ต่อความรัก จึงตกลงหนีตามกันไปในคืนนั้น...
ทั้งสองไปอยู่กระต๊อบน้อย อยู่อย่างง่ายๆตามประสายากหลังภูเขา นางปาตาจาลาไม่เคยทำอะไรก็ได้ทำ ตักน้ำ นึ่งข้าว เป่าไฟ ช่วยกันผลักกันดันให้ตัวเองและผัวอยู่รอด จนคลอดลูกออกมาคนหนึ่ง นางจึงคิดจะพาจูละกลับบ้านเอาลูกไปให้พ่อแม่ดู แต่จูละห้ามไว้

พอลูกคนแรกโตนางก็ตั้งท้องคนที่ 2 พอใกล้กำหนดนางก็ชวนกลับไปคลอดที่บ้านพ่อกับแม่และไปอยู่ที่นั่น เพราะว่าทุกข์ยากลำบากแท้ จูละก็ไม่ยอมท่าเดียว หนีแล้วต้องหนีให้ถึงที่สุด นางจึงทำท่าจะกลับไปออกลูกอยู่บ้านคนเดียว แต่ว่าฝนตกกลางทาง จูละจึงเรียกกลับมา พอถึงกระต๊อบแล้วนางก็เจ็บท้องพอดี ฝนตกแรงมากกระต๊อบน้อยไม่อาจต้านทานฝนได้ จูละจึงจะออกไปหาใบไม้มาซ่อมแซม จึงฝ่าฝนออกไปหา แต่ถูกงูพิษกัดตาย เพราะพิษงู


นางปาตาจาลาเจ็บท้องจะคลอดลูก ฝนก็ตกกระหน่ำหนัก กระต๊อบเปียกฝนก็ใกล้จะพง หลังคารั่วน้ำไหลลงจ้ากๆ ผัวก็ไม่มาสักที นางจึงคลอดลูกออกมากลางดึก นางกอดลูกทั้งสองนอนตากฝนอยู่ในกระต๊อบจนฟ้าแจ้งจางปางวันใหม่ นางตัดสินใจอุ้มลูกตามหาผัว ตามป่าจนเห็นศพ นางร่ำไห้เสียใจอกแทบแตกสลาย รำพึงรำพันต่างๆนานา อกคนเป็นเมียแทบแตกหักออกเป็นเสี่ยงๆ นางเลยเอากิ่งไม้มาปิดบังไว้ดี จะได้ไม่เป็นเหยื่อนกกา แล้วนางก็เดินทางต่อไปอย่างไม่มีจุดหมาย แล้วคิดถึงชีวิตที่รันทดของนาง ที่หนีความสบายจากการเป็นลูกเศรษฐีมาตกตระกำลำบากกว่า 2 ปี ครั้นผัวตายก็ไม่มีโอกาสทำศพให้ ฮือๆๆๆ

นางเดินทางรอนแรมซัดเซพเนจร จนพบทางสว่าง นางได้บวชชีใต้เงาพระพุทธศาสนา โอ้ อนุโมทนาสาธุนำเด้อ
ชีวิตคนเราไม่เที่ยงแท้ กาลเวลาผ่านรวดเร็วนัก สิ่งไหนดีๆก็เร่งรีบทำเถิดพี่น้องเอ้ย....


ชายพิการ

.....มีชายพิการคนหนึ่ง...เป็นคนขาพิการ..ทำมาหากิน...และเลี้ยงพ่อแม่ด้วย...ด้วยการใช้นิ้วดีดก้อนหินเล็กๆใส่ใบไม้เป็นรูปร่างสัตว์ต่างๆให้คนดู..ผู้คนทั้งหลายได้ดูแล้วก็เกิดความพอใจ...จึงให้เงินและอาหารเป็นรางวัล...แก่ชายพิการ....ผู้คนในเมืองนั้นชื่นชอบชายพิการมากๆ...ชายพิการจึงเป็นขวัญใจของคนทั้งเมือง...วันหนึ่งพระราชาเสร็จออกเที่ยวไปทั่วเมือง...ได้ทอดพระเนตรต้นไม้...เห็นมีรูป...ลิง....ช้าง...บ่าง....ชะนี......เสือ....เป็นต้น...จึงถามอำมาตย์ว่า
พระราชา....ใครเป็นคนทำ
อำมาตย์.....เป็นชายพิการคนหนึ่ง พระเจ้าข้า
พระราชาคิดว่า "ถ้าเรานำชายพิการไปชุบเลี้ยง เสี้ยนหนามในหัวใจของเราคงได้รับการแก้ไขและหมดไปในที่สุด" จึงตรัสกำอำมาตย์ว่า
พระราชา....ขอท่านได้โปรดไปตามชายพิการให้มาพบเรา

อำมาตย์....ข้าแต่พระองค์จะมีประโยชน์อันใดที่มหาบพิตรจะสนธนาด้วย พระเจ้าข้า
พระราชา...ขอเพียงเราสนธนาสักสองสามคำ
อำมาตย์...เมื่อเป็นพระประสงค์...ข้าพระพุทธเจ้าจะไปตามให้..จนพบชายพิการ
พระราชา...เป็นเจ้าทำให้ใบไม้นี้สวยงามยิ่งนัก
ชายพิการ...พระเจ้าข้า
พระราชา....เจ้าประสงค์จะไปอยู่ในวงกับเราหรือไม่
ชายพิการ...ข้าพระพุทธเจ้าไม่ขัดข้อง...แต่ติดอยู่ที่พ่อกับแม่แก่ชราต้องเลี้ยงดู
พระราชา....ชายพิการนี้..มีความสามารถและยังกตัญญูยิ่งนัก.จึงตรัสกับชายพิการว่า "เราอนุญาตให้พ่อกับแม่ของเจ้าไปอยู่ด้วย"..เจ้าจะไปหรือไม่
ชายพิการ....เป็นพระกรุณายิ่ง
ตั้งแต่วันนั้น...ชายพิการก็มีชีวิตเปลี่ยนไป..เขาอยู่กับพ่อแม่อย่างมีความสุข..แต่ตัวเขาไม่เข้าใจว่าพระราชาให้เขามาอยู่เพื่ออะไร....หลายวันต่อมา..พระราชาก็ได้เรียกชายพิการเข้าเฝ้า...
พระราชา....นี่เป็นท้องพระโรงของเรา.. เราจะประชุมอำมาตย์และขุนนางทั้งหลายทุกๆเจ็ดวัน....ที่เรียกเจ้ามาที่นี่..เพราะว่าเรามีเรื่องหนักอกหนักใจเรามานานแล้ว..เหมือนมีหอกทิ่มเข้าไปในใจเรา...มีมหาอำมาตย์ที่พูดมากท่านหนึ่ง...มีอิทธพลมากหนัก..พูดมาก....แถมยังมีคนเชื่อถือมากกว่าเราอีก...บางครั้งเราพูดยังสู้เขาไม่ได้..เราจะบริหารบ้านเมืองอย่างไร...มหาอำมาตย์นี่ก็ค้านอยู่เรือย...จำเราจะต้องใช้วิธีนี่
ตรัสแล้ว...พระราชาก็ให้ชายพิการนั่งในที่อันควร...แล้วใช้ม่านบังชายพิการไว้...โดยให้อยู่ด้านหลังของพระราชา...พร้อมกับตรัสว่า
พระราชา...นี่เป็นขี้แพะหนึ่งทะนาน..เมื่อมหาอำมาตย์อ้าปากจะพูดขอเจ้าดีดขขี้แพะเข้าในปาก..เพื่อไม่ให้..มหาอำมาต์พูดได้...แล้วเราจะได้ตรัสเรื่องราชการของเรา

ชายพิการ....คิดแล้วถึงเข้าใจความในทั้งหมดที่พระราชาเลี้ยงดูเขา...จึงรับว่า พระเจ้าข้า
เมื่อถึงเวลาประชุม..พระราชาก็ตรัสเรื่องราชการสำคัญ...
พระราชา....เรามีราชการสำคัญ..ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล..เราจะไม่เก็บภาษีประชาชน เป็นเวลา 3 ปี
มหาอำมาตย์.....อ้าปากจะพูด....ก็ต้อง...."อ้า....อับ" แล้วก็กลืนลงคอ

เพราะในระหว่างอ้าปากจะพูดชายพิการได้ดีดขี้แพะเข้าปากเขาจึงพูดไม่ได้..พระราชาได้ที...ก็ตรัสว่า...มหาอำมาตย์มีอะไรจะคัดค้านหรือไม่
มหาอำมาตย์....อ้า....อับ..แล้วก็กลืนลงคอ
มหาอำมาตย์....อ้า....อับ..แล้วก็กลืนลงคอ
มหาอำมาตย์....อ้า....อับ..แล้วก็กลืนลงคอ
มหาอำมาตย์...พยายามอยู่นาน...จึงรู้ว่าพลาดเข้าแล้ว...จนกินขี้แพะไปเป็นทะนาน

ตั้งแต่นั้นมา...พระราชาก็ตรัสราชการอันใด..ก็ไม่มีใครคอยค้าน...
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...คนพูดมากจนเกินงาม อาจทำให้คนอื่นไม่สบายใจเพราะคำพูดของเราได้...คนพูดจะไม่คิด...แต่คนฟังแทบอกแตก..
ความรู้อย่างเดียว...ถ้ากระจางเหมือนชายพิการ...ย่อมมีประโยชน์กับตนและผู้อื่น
การใช้อำนาจ...ถ้ามีคนคอยขัด...ก็ต้องคิดก่อน...เขาแย้งเราเพื่อประโยชน์อันใด..เพื่อตัวเขา..หรือ...เพื่อส่วนรวม

....
พ่อใหญ่หนู แม่ใหญ่เหรียญ